ฮิคิโคโมริ – ภาวะปลีกตัวเมื่อสังคมกดดันเกินกว่าจะรับไหว

เมื่อความกดดันจากสังคมและความคาดหวังจากคนรอบข้างสูงเกินกว่าจะรับไหวมาบรรจบกัน ทำให้จิตใจถวิลหา Safe zone จนเป็น ฮิคิโคโมริ ภาวะปลีกตัวจากสังคม

ฮิคิโคโมริ (Hikikomori, ひきこもり) คือภาวะปลีกตัวจากสังคม คนที่เป็นฮิคิโคโมริจะเก็บตัวอยู่ในห้องโดยตัดขาดจากสังคมภายนอกอย่างสิ้นเชิง สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ชื่นชอบการดูซีรีส์ หรืออ่านวรรณกรรมญี่ปุ่น คำนี้มักเป็นที่คุ้นหูเพราะฮิคิโคโมริ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งสังคมประเทศญี่ปุ่นไปแล้วค่ะ

ในทางการแพทย์ นักจิตวิทยาให้ความเห็นว่าฮิคิโคโมริ ไม่ใช่โรคทางจิตเวช แต่ฮิคิโคโมริ เป็น ‘ปรากฎการณ์ทางสังคม’ แบบหนึ่ง โดยในปี 2021 มีชาวญี่ปุ่นที่เป็นฮิคิโคโมริมากถึง 1 ล้านคน

อาการของ ฮิคิโคโมริ

เด็กที่มีอาการฮิคิโคโมริ จะไม่ไปโรงเรียน ใช้ชีวิตในห้องส่วนตัวตลอดเวลา ส่วนใหญ่จะนอนตอนกลางวันและตื่นตอนกลางคืน อาจจะออกจากห้องไปที่ครัวในกลางดึกบ้างเพื่อหาอาหารกิน หรือมีบ้างที่จะออกจากบ้านกลางดึกเพื่อไปซื้อเสบียงจากร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง กิจกรรมที่พวกเขาทำขณะตื่นกลางดึกนั้นคือดูทีวีไปเรื่อยๆ เซิร์ฟไปตามเน็ต เล่นเกม และอ่านการ์ตูน หนักที่สุดคือนั่งจ้องผนังเฉยๆ หรือนอนจ้องเพดาน ไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด หรืออาจมีความสนใจเฉพาะทางและหมกมุ่นอยู่กับมันได้เป็นวันๆ หรือเป็นเดือนภายในห้องส่วนตัว

เด็กที่เป็น ฮิคิโคโมริ จะไม่มีเพื่อน ไม่เข้าสังคม แม้ว่าจะมีโทรศัพท์มือถือ มีอีเมลล์ แต่ก็ไม่ได้ใช้ติดต่อเข้าสังคมแต่อย่างใดแม้ว่าเด็กบางคนจะใช้ชีวิตอยู่ในโลกเสมือนก็ตาม แม้แต่คุณพ่อ คุณแม่เอง เด็กก็ไม่อยากจะสนทนาด้วยเช่นกัน

ทำไมถึงเป็น ฮิคิโคโมริ ?

หากย้อนกลับไปสู่ประวัติศาสตร์ประเทศญี่ปุ่นในอดีตและรากเหง้าของคนญี่ปุ่นที่มีปรัชญาการใช้ชีวิตคือการทุ่มเทให้กับหน้าที่และการงาน เพราะนั่นคือเกียรติของวงศ์ตระกูลและความหมายของการมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะหลังจากประเทศญี่ปุ่นประสบกับความบอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่ 2 การเร่งฟื้นฟูประเทศจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคม ไม่ว่าจะเป็น ระบบการศึกษา ระบบการจ้างงาน วัฒนธรรมการทำงาน ฯลฯ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นฟูโดยเร็วที่สุด

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาที่เคี่ยวเข็ญเด็กมากที่สุด อย่างที่เราทราบกันดีว่า ในปัจจุบันการแข่งขันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตวัยเด็กของคนญี่ปุ่นไปแล้ว ตั้งแต่วัยอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย แม้กระทั่งวัยทำงานก็ต้องแข่งกันทำผลงานเพื่อให้เป็นที่ภาคภูมิใจและไม่ถูกคนรอบข้างดูแคลน และเพื่อการันตีชีวิตหลังเกษียนที่สุขสบาย

ญี่ปุ่นมีระบบการจ้างงานตลอดชีวิต มีวัฒนธรรมการทำงานที่เรียกร้องให้คนทำงานหนัก

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและมีอยู่ในสังคมญี่ปุ่นมานานครึ่งศตวรรษแล้ว และสิ่งเหล่านี้เองกลายเป็น ‘กรอบ’ ที่สังคมญี่ปุ่นตีตราว่าคนญี่ปุ่นต้องใช้ชีวิตอย่างนี้ หากทำตัวแปลกแยกจะถูกมองด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร และดูแคลน และเป็นที่ติฉินนินทาจากคนรอบข้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงตัดขาดจากสังคมเสียเลย

อีกสาเหตุหนึ่งคือการถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน หรือที่ในทำงานจนเป็นที่อับอายและสร้างบาดแผลในจิตใจ เส้นยึดเหนี่่ยวจิตใจจึงขาดผึงจนตัดสินใจตัดขาดตัวเองจากสังคมอย่างสิ้นเชิง

นอกจากนี้ คือความผิดหวังอย่างรุนแรงอย่างเช่น การสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ตัวเอง/และ/หรือที่คุณพ่อคุณแม่คาดหวังไม่ได้ หรือเข้าทำงานในบริษัทที่คาดหวังไม่ได้ เป็นต้น

โดยสรุปแล้ว ความรู้สึกกดดันและทำตัวไม่ถูกจนเกิดอาการต่อต้าน, เกิดเรื่องสะเทือนใจจนไม่สามารถทนอยู่ในสังคมได้ จึงเป็นสาเหตุหลักของการเป็นฮิคิโคโมริค่ะ

ซึ่งห้องนอน คือพื้นที่ safe zone เพียงแห่งเดียวที่อยู่แล้วรู้สึกสบายใจ ไม่ต้องถูกทำร้ายจิตใจ ไม่ต้องแคร์สายตาหรือความคิดคนอื่นอีกต่อไป

บางคนมองว่า ฮิคิโคโมริคือเด็ก หรือคนหนุ่มสาวที่ขี้เกียจ มีปัญหาด้านบุคลิกภาพ อยู่ในห้องตัวเองตลอดเวลาและติดเกม แต่ในความเป็นจริง พวกเขากลับเข้าสู่สังคมไม่ได้ต่างหาก 

ฮิคิโคโมริ
คนที่เป็นฮิคิโคโมริจะใช้เวลามากกว่า 99% อยู่ภายในพื้นที่ส่วนตัวที่อยู่แล้วรู้สึกสบายใจ

รู้ได้อย่างไรว่าลูกของเราเป็นฮิคิโคโมริ?

หากลูกมีอาการดังต่อไปนี้จะมีอาการเข้าข่ายภาวะฮิคิโคโมริแน่นอนค่ะ

  • ไม่ยอมออกจากบ้านเลย เป็นระยะเวลาเกิน 6 เดือน
  • ไม่คบเพื่อน ชอบเก็บตัว
  • เลี่ยงการพบหน้าคนในครอบครัว ไม่ชอบให้ถามไถ่เรื่องของตัวเอง
  • ห้ามใครเข้าไปในห้อง
  • อยู่ในห้องได้ทั้งวัน เป็นเดือนๆ ทำเพียงแค่สิ่งที่ตัวเองสนใจเท่านั้น เล่นเกม ท่องเน็ต ดูหนัง ฯลฯ
  • แสดงอาการก้าวร้าวหรือต่อต้านอย่างรุนแรงหากมีใครพยายามดึงเค้าออกจากโลกส่วนตัว

การป้องกันลูกจากภาวะฮิคิโคโมริ

  • สร้างความมั่นใจให้เด็กกล้าออกไปเผชิญโลกภายนอก
  • ใช้เวลากับลูกอย่างมีคุณภาพ
  • ฟังให้มากกว่าพูด ฟังเสียงเด็ก ฟังความคิดของเด็ก ชื่นชมและไว้ใจในตัวเด็กให้มากขึ้น ตรงส่วนนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจในตัวเอง ความกล้าคิดกล้าลงมือทำ และเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง
  • สอนลูกให้มีความเข้มแข็งและเป็นตัวของตัวเอง ไม่เปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่น
  • หมั่นทำกิจกรรมร่วมกันและพาลูกร่วมทำกิจกรรมกับเพื่อนในวัยเดียวกัน เช่น พาไปสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ สนามเด็กเล่น ฟาร์ม ฯลฯ

การพาลูกออกจากภาวะฮิคิโคโมริ

  • ไม่คาดหวังหรือบีบบังคับให้เขาเป็นอย่างที่เราต้องการ
  • คิดบวก-พูดบวกกับลูกให้มาก หากมีโอกาสได้พูดคุยให้พูดคุยด้วยเรื่องดีๆ ชวนให้มองแต่สิ่งที่สบายใจ
  • แสดงความรักผ่านการกระทำมากกว่าการพูดเฉยๆ กอดบ้าง หอมบ้าง ทำอาหารที่ชอบให้ทาน
  • รับฟังมากกว่าตั้งคำถามกับลูก แม้จะรู้สึกไม่ถูกใจเราแต่ก็ต้องรับฟังสิ่งที่เขาพูดหรือรู้สึกด้วยความเป็นกลางและไม่ตัดสินแทน
  • ไม่ว่าเขาจะเจอเรื่องอะไรมา ต้องยืนหยัดที่จะอยู่เคียงข้าง ไม่ทิ้งไปไหน

โดยปรกติแล้ว ครอบครัวของเด็กที่มีอาการฮิคิโคโมริมักจะอับอายที่ลูกเป็นฮิคิโคโมริ เมื่ออับอายก็ซ่อน เมื่อซ่อนก็เท่ากับหมักหมมปัญหา ทำให้อาการของเด็กรุนแรงมากขึ้นและยากต่อการเข้าช่วยเหลือ ยิ่งไปกว่านั้นนักจิตวิทยาจำนวนหนึ่งยังเชื่อว่า สาเหตุไม่ใช่เพียงเพราะครอบครัวอับอาย แต่ที่แท้แล้วเด็กฮิคิโคโมริเกิดขึ้นได้ก็เพราะครอบครัวของเด็กเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณแม่ สนับสนุนให้เป็นเช่นนั้น อย่างน้อยก็ในตอนเริ่มต้น คุณแม่จำนวนมากเริ่มต้นเรื่องนี้เพราะต้องการปกป้องลูกของตนจากการถูกรังแกที่โรงเรียน ทั้งยังเห็นว่าการที่ลูกขังตัวเองอยู่ในห้องในบ้านในสายตา ก็ยังดีกว่าหายตัวไปข้างนอก ดังนั้นทางแก้ที่ดีที่สุดคือการใช้เวลากับลูกอย่างมีคุณภาพ เพราะอย่างน้อยในวันที่เขามีบาดแผลจากสังคมภายนอก คุณแม่คือที่ยึดเหนี่ยว ที่พึ่งพิงเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขาและเป็นหัวใจหลักที่จะทำให้เขาออกมาเผชิญกับอุปสรรคทางจิตใจได้ในที่สุดค่ะ

ที่มา:

The Economist, Parentone, Sarakadee, Japan Times