ผ่าคลอดหรือคลอดธรรมชาติ? เลือกแบบไหนดีนะ!

พาลูกน้อยออกมาดูโลกกว้างด้วยวิธีไหนดี ผ่าคลอดหรือคลอดธรรมชาติ ทางเลือกสำคัญที่คุณแม่ต้องตัดสินใจ

หากพูดถึงข้อกังวลอีกเรื่อง สำหรับว่าที่คุณแม่คงหนีไม่พ้น ‘วิธีการคลอด’ ที่คุณแม่หลายคนอาจเป็นกังวลว่าจะเลือกวิธี ผ่าคลอดหรือคลอดธรรมชาติ ดีนะ ? ซึ่งทั้งสองวิธีการต่างมีความแตกต่างทั้งในเชิงของระยะเวลาการฟื้นตัว, ความเสี่ยง และความยุ่งยากต่างๆ ค่ะ

นิยามของวิธีการคลอด การผ่าคลอด (C-Section) และการคลอดธรรมชาติ (natural birth)

การคลอดธรรมชาติ คือการคลอดลูกผ่านทางช่องคลอดโดยไม่ใช้ยาแก้ปวดหรือการแทรกแซงทางการแพทย์ใดๆ ทั้งสิ้น อาจมีบางเคสเท่านั้นที่มีการใช้ยาหรือหัตถการช่วยได้แก่

  • พิโทซิน (pitocin) หรือ การฉีดฮอร์โมน ออกซิโทซิน (oxytocin injection) เพื่อกระตุ้นการทำงานของมดลูก เพื่อเพิ่มการบีบตัวของมดลูกในระหว่างการคลอด และใช้รักษาอาการตกเลือดหลังคลอด
  • การตัดฝีเย็บ (episiotomy) ซึ่งเป็นหัตถการหรือการผ่าตัดที่ทำให้ช่องคลอดขยายกว้างขึ้นเพื่อช่วยในการคลอดลูก
  • การเจาะถุงน้ำคร่ำผ่านทางช่องคลอด (amniotomy)
  • การช่วยคลอดด้วยคีม (forceps delivery) หรือ การช่วยคลอดด้วยเครื่องดูดสูญญากาศ (vacuum extraction)

ซึ่งการคลอดธรรมชาติมีข้อดีคือคุณแม่ฟื้นตัวเร็ว และใช้เวลาพักฟื้นที่โรงพยาบาลน้อยกว่าการคลอดด้วยวิธีการผ่าคลอดค่ะ

การผ่าคลอด จะเป็นการคลอดด้วยวิธีการหัตถการ (ผ่าตัด) โดยจะใช้วิธีการผ่าคลอดเมื่อสูตินรีแพทย์วินิจฉัยว่าไม่สามารถคลอดธรรมชาติได้ หรือในกรณีที่คุณแม่ไม่ต้องการคลอดธรรมชาติค่ะ โดยกรณีที่ควรใช้วิธีการผ่าคลอดมีดังนี้

  • ปัญหาทางสุขภาพร่างกายของทารก
  • การตั้งครรภ์มากกว่าหนึ่งคน
  • การคลอดก่อนกำหนด
  • รกมีปัญหา
  • ทารกตัวใหญ่
  • ทารกไม่กลับตัว
  • คุณแม่มีภาวะติดเชื้อหรือมีโรคแทรกซ้อนเช่น ความดันสูง หรือ เบาหวาน

หากคุณแม่ผ่าคลอด และตั้งครรภ์ครั้งต่อมา คุณหมอสูตินรีแพทย์อาจแนะนำให้คุณแม่คลอดธรรมชาติหลังจากเคยผ่าคลอดมาแล้ว (vaginal birth after cesarean, VBAC) ซึ่งสมาคมสูตินรีแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกาหรือ The American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG) ยังแนะนำให้แพทย์ทุกคนแนะให้คุณแม่ใช้วิธีคลอดตามธรรมชาติแม้จะเคยผ่าท้องคลอดมาก่อน เพราะช่วยให้แม่และทารกปลอดภัยจากความเสี่ยงในการผ่าคลอด เช่น การติดเชื้อ การเกิดพังผืดในช่องท้อง และรกผิดปกติที่อาจทำให้ตกเลือดจนต้องมีการผ่าตัดมดลูกค่ะ

อย่างไรก็ตามผู้หญิงที่มีความเสี่ยง มดลูกฉีกขาด (uterine rupture) ไม่แนะนำให้ใช้วิธีการคลอดธรรมชาติหลังจากเคยผ่าคลอดมาแล้วค่ะ และในบางครั้งหากคลอดธรรมชาติไม่สำเร็จ แพทย์ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นวิธีการผ่าคลอดแทน

ผ่าคลอดหรือคลอดธรรมชาติ
ซ้าย:การผ่าคลอด, ขวา:การคลอดธรรมชาติ

กรรมวิธี การคลอดธรรมชาติ และการผ่าคลอด

การคลอดธรรมชาติ สามารถดำเนินการได้ทั้งในโรงพยาบาล, ศูนย์คลอด, หรือแม้แต่ที่บ้าน ซึ่งคุณแม่บางท่านอาจขอยาแก้ปปวด (epidural) เพื่อช่วยลดความเจ็บปวดระหว่างการคลอด

การคลอดด้วยวิธีนี้มี 3 ขั้นตอน ซึ่งสูตินรีแพทย์และพยาบาลจะตรวจและวินิจฉัยว่าคุณแม่อยู่ในขั้นตอนไหนแล้วซึ่งรวมไปถึงการตรวจปากมดลูก

เมื่อปากมดลูกขยายกว้างถึง 10 เซนติเมตร ซึ่งถือว่าเป็นการขยายตัวเต็มที่แล้ว คุณหมอและพยาบาลจะบอกคุณแม่ให้เบ่ง เมื่อส่วนศีรษะและลำตัวทารกคลอดออกมาแล้ว ปากมดลูกยังคงหดตัวเล็กน้อยเพื่อให้รกออกตามมา

สำหรับการผ่าคลอด จะแตกต่างกับการคลอดธรรมชาติเล็กน้อย โดยทั่วไปการผ่าคลอดจะใช้เวลาประมาณ 45 นาที ซึ่งการคลอดธรรมชาติอาจใช้เวลาเป็นชั่วโมง ซึ่งวิธีนี้สูตินรีแพทย์จะผ่าเปิดช่องท้องและมดลูกเพื่อนำทารกออกมา

เมื่อทารกออกมาแล้ว คุณหมอจะตัดสายสะดือ เอารกออก และเย็บปิดแผล ซึ่งการผ่าตัดคลอด คุณแม่จะได้รับการบล็อคหลัง หรือได้รับยาชา ซึ่งการบล็อคหลังคุณแม่จะไม่รู้สึกถึงช่วงล่างของร่างกายแม้ว่าคุณแม่จะรู้สึกตัวตลอดการผ่าตัดก็ตาม

หลังจากการผ่าคลอดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทีมแพทย์จะต้องเช็คสภาพร่างกายของคุณแม่อีกครั้งก่อนที่จะให้คุณแม่ได้เจอกับลูกน้อย ซึ่งแตกต่างจากการคลอดธรรมชาติที่คุณแม่สามารถอุ้มลูกน้อยได้ทันที

ระยะเวลาการฟื้นตัวหลังคลอด

ระยะเวลาการฟื้นตัวหลังคลอด ทั้งร่างกายและจิตใจที่เกิดจากภาวะความเครียดระหว่างคลอด จะใช้เวลาประมาณอย่างต่ำ 6 สัปดาห์ค่ะ

การฟื้นตัวหลังคลอดกรณีคลอดธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ถ้าคุณแม่ต้องผ่าตัดฝีเย็บการพักฟื้นต้องใช้เวลา 6 สัปดาห์เต็มๆ ซึ่งระหว่างนี้คุณแม่ต้องปรับตัวในการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะการเคลื่อนไหวจะทำให้เจ็บบริเวณแผลโดยเฉพาะในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก

สำหรับคุณแม่ที่คลอดแบบธรรรมชาติโดยไม่มีการผ่าตัดช่วยใดๆ จะใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 3 สัปดาห์หรือน้อยกว่านั้น

ในส่วนของคุณแม่ที่ผ่าคลอดนั้น จะใช้เวลาพอๆ กับการผ่าตัดทั่วๆ ไป โดยคุณแม่ต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาล 2-4 วัน ซึ่งจะเจ็บแผลทุกครั้งที่คุณแม่ขยับตัว ลุก นั่ง หรือเดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซึ่งในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกนั้น คุณแม่จะพบว่าแผลผ่าตัดที่ท้องน้อยคุณแม่นั้นจะมีอาการเจ็บหน่วงๆ และมีอาการคัน ซึ่งเป็นสัญญาณในการฟื้นตัวของร่างกาย ในช่วง 4-6 สัปดาห์นี้คุณแม่อาจจะมีเลือดซึมเล็กน้อยที่ปากแผล โดยคุณหมอสูตินรีแพทย์จะนัดเช็คอาการคุณแม่และแจ้งคุณแม่ว่าคุณแม่สามารถทำกิจกรรมอะไรได้บ้างในช่วงนั้นๆ

การฟื้นตัวจากการคลอดแบบไหนเร็วกว่ากัน?

โดยส่วนมาก การคลอดธรรมชาติใช้เวลาน้อยกว่าการผ่าคลอด แต่อาจะตรงกันข้ามกันในบางเคส

ตัวอย่างเช่น คุณแม่คนหนึ่งผ่าตัดคลอดลูกคนแรก และคลอดธรรมชาติลูกคนที่สอง โดยคุณแม่ท่านนี้ใช้เวลาการฟื้นตัวจากการผ่าตัดลูกคนแรกน้อยกว่าหลังจากคลอดแบบชาติลูกคนที่สอง เป็นต้น

ร่างกายของคุณแม่แต่ละคนไม่เหมือนกัน และการคลอดในแต่ละครั้งของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันเช่นกัน บ่อยครั้งที่การมีลูกคนที่สองจะใช้เวลาพักฟื้นน้อยกว่า แต่ก็ไม่เสมอไป

ความเสี่ยงของการคลอดแต่ละวิธี

ทั้งการคลอดธรรมชาติและการผ่าคลอดต่างก็มีความเสี่ยงในรูปแบบที่แตกต่างกัน คุณแม่ที่คลอดธรรมชาติอาจพบกับการฉีกขาดที่ปากช่องคลอดซึ่งต้องได้รับการผ่าตัดฝีเย็บขยายช่องคลอด และต้องเย็บปิดแผลและใช้เวลาฟื้นตัวหลายสัปดาห์ ซึ่งมีหลายเคสที่พบกับปัญหาการควบคุมการปัสสาวะร่างการพักฟื้นและอาจมีอาการมดลูกหย่อน หรือเคลื่อนตัวลงมาในช่องคลอดได้ (vaginal prolapse)

สำหรับความเสี่ยงจากการผ่าคลอด ได้แก่ การติดเชื้อ, อาการเสียเลือด, เลือดแข็งตัว, การบาดเจ็บที่กระเพาะปัสสาวะ, หรือร่างกายมีภาวะแทรกซ้อนต่อยาระงับความรู้สึก

ข้อสรุป ‘ผ่าคลอดหรือคลอดธรรมชาติ’

ไม่ว่าจะเป็นการ ผ่าคลอดหรือคลอดธรรมชาติ ก็ดี ปลายทางของการคลอดคือการได้ลูกน้อยที่มีสุขภาพที่ดีออกมาลืมตาดูโลก ดังนั้นคุณแม่ควรศึกษาและวางแผนและเตรียมตัวก่อนมีลูกตั้งแต่เนิ่นๆ ค่ะ และที่สำคัญ ควรทานผลไม้และสารอาหารที่มีประโยชน์ระหว่างการตั้งครรภ์ จะทำให้ทารกคลอดได้อย่างราบรื่นและมีสุขภาพดีค่ะ

แปลและเรียบเรียงโดย: Best for Mommies

ที่มา: https://www.healthline.com/health/pregnancy/c-section-vs-natural-birth-2