ข้อห้ามระหว่างการตั้งครรภ์ – ประเด็นร้อนที่คุณแม่ต้องรู้

เพราะคุณแม่เชื่อมต่อกับลูกน้อยตลอดเวลาผ่านทางรกและสายสะดือ ดังนั้นคุณแม่ควรเรียนรู้ข้อควรปฏิบัติ และ ข้อห้ามระหว่างการตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันลูกจากอันตรายต่างๆ ระหว่างการตั้งครรภ์

ข้อควรปฏิบัติ ระหว่างการตั้งครรภ์

1.ทานมัลติวิตามิน

ในระหว่างการตั้งครรภ์ คุณแม่ควรทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายและทารกในครรภ์ ลำพังแค่การทานอาหารที่มีประโยชน์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอกับทารกในครรภ์ค่ะ

การทานวิตามินสำหรับคุณแม่ก่อนคลอด จะช่วยให้ตัวอ่อนพัฒนาได้อย่างเหมาะสมและยังช่วยป้องกันความผิดพลาดและภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ได้อีกด้วย ซึ่งคุณหมอสูตินรีแพทย์จะช่วยแนะนำมัลติวิตามินที่เหมาะสมสำหรับสภาพร่างกายคุณแม่และทารกในครรภ์ได้อย่างถูกต้องค่ะ

ในส่วนของวิตามินที่จำเป็นสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ โดยหลักแล้วมีทั้งหมด 3 ชนิดได้แก่

  • กรดโฟลิก
  • แคลเซียม
  • ธาตุเหล็ก

มัลติวิตามินมักจะประกอบด้วย DHA, EPA หรือทั้งสองชนิด ซึ่งต่างก็เป็นกรดไขมันโอเมกา-3 ที่จะเป็นต่อพัฒนาการทางสมองของลูกน้อยในครรภ์ค่ะ

อย่างไรก็ตาม คุณแม่ไม่ควรทานมัลติวิตามันมากกว่าหนึ่งโดส เพราะการทานมัลติวิตามินเกินขนาดจะส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์ได้ค่ะ

อ่านบทความแนะนำ: การบำรุงครรภ์ เคล็ดลับดีๆ “ที่คุณแม่ไม่ควรพลาด”

อ่านบทความแนะนำ: ผลไม้ 16 ชนิด ที่จำเป็นและที่ควรเลี่ยงสำหรับทารกในครรภ์

2.นอนพักผ่อนให้เพียงพอ

การเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในร่างกาย ความคาดหวังและความวิตกกังวลเป็นสาเหตุของอาการนอนไม่หลับตลอดระยะเวลา 9 เดือนที่ตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ที่คุณแม่ต้องบังคับตัวเองให้นอนหลับให้เพียงพอให้ได้ค่ะ

ระยะเวลาการนอนหลับที่ร่างกายคุณแม่ตั้งครรภ์คือ 7-9 ชั่วโมงในแต่ละคืน และคุณแม่ควรนอนหลับให้ได้มากที่สุด

ถ้าคุณแม่มีอาการเหนื่อยล้าหรือง่วงนอน ควรจัดสรรเวลางีบหลับในแต่ละวัน เพราะเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายว่าต้องการพักผ่อนค่ะ

3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยลดอาการจากภาวะแทรกซ้อนดังนี้

  • ภาวะนอนไม่หลับ
  • อาการปวดกล้ามเนื้อ
  • ภาวะน้ำหนักขึ้น
  • อารมณ์แปรปรวน

หากคุณแม่ออกกลังกายเป็นประจำอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ คุณแม่สามารถออกกำลังกายได้เช่นกันค่ะ แต่ต้องปรับท่าทางและความหนัก-เบาของการออกกำลังกายภายใต้คำแนะนำของคุณหมอสูตินรีแพทย์นะคะ

แต่ถ้าคุณแม่แทบไม่ได้ออกกำลังกายเลยตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ คุณแม่ควรปรึกษาคุณหมอสูตินรีแพทย์ที่ฝากครรภ์ เพื่อฟังคำแนะนำโปรแกรมการออกกำลังกายที่คุณแม่ต้องทำระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งดีต่อคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ด้วยค่ะ

4. ทานอาหารทะเล

อาหารทะเลอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ เช่น กรดไขมันโอเมกา-3, สังกะสี, และธาตุเหล็ก ซึ่งทุกชนิดที่กล่าวมาเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ แต่ทั้งนี้ต้งผ่านการปรุงสุกเท่านั้นนะคะ เพราะอาหารทะเลมีแบคทีเรียและไวรัสปะปนอยู่ ซึ่งจะถูกทำลายเมื่อผ่านความร้อนเท่านั้น นอกจากนี้การทานปลาดิบอาจเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสารปรอทได้

ตัวอย่างปลาที่มีสารปรอทปะปนอยู่ด้วย

  • ปลาฉลาม
  • ปลาดาบ
  • ปลาแมคเคอเรล
  • ปลาไทล์ฟิช

คุณแม่ควรทานอาหารทะเลที่หลากหลายจะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ไม่ซ้ำกันจากการบริโภคปลาเพียงชนิดเดียวค่ะ แต่ควรจำกัดปริมาณการบริโภคเนื้อปลาไม่เกิน 340 กรัมต่อสัปดาห์ค่ะ

5.มีเซ็กส์

คุณแม่สามารถมีเซ็กส์ระหว่างการตั้งครรภ์ ตราบใดที่คุณแม่ไม่มีอาการรกเกาะต่ำ (placenta previa) หรือภาวะสุ่มเสี่ยงขณะตั้งครรภ์อื่นๆ รวมถึงภาวะน้ำคร่ำแตก ถ้าคุณแม่รู้สึกไม่สบายใจ แนะนำให้คุณแม่ปรึกษาคุณหมอสูตินรีแพทย์ โดยคุณหมอจะแนะนำวิธีการมีเซ็กส์อย่างปลอดภัยในแต่ละระยะการตั้งครรภ์ให้คุณแม่ค่ะ

คุณแม่สามารถฝึกโยคะได้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ|Photo: healtywomen.org

6.ฝึกโยคะ

โยคะร้อนเป็นเสมือนสิ่งต้องห้ามสำหรับคุณแม่ตั้งครรถ์ แต่คุณแม่สามารถเลือกเล่นโยคะเย็นที่เป็นคอร์สพิเศษที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์โดยเฉพาะ และเทรนเนอร์เฉพาะทางจะให้คำแนะนำท่าที่เหมาะสมให้กับคุณแม่ค่ะ

แต่ถ้าคุณแม่ยังไม่เคยฝึกโยคะมาก่อนที่จะตั้งครรภ์ หม่ามี้แนะนำให้คุณแม่ปรึกษาคุณหมอก่อนที่จะลงเรียนโยคะ เพื่อคุณหมอจะได้ประเมินสุขภาพคุณแม่ และให้คำปรึกษาและคำแนะนำที่ถูกต้อง เช่น ความเสี่ยงของสภาพร่างกายคุณแม่ ณ ช่วงเวลานั้น ให้ได้ค่ะ

7. รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ เว้นเสียแต่ว่าจะระบุอยู่ในข้อห้ามของผู้ผลิตวัคซีนรายนั้นๆ

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ไม่ใช่วัคซีนเชื้อเป็น ซึ่งคุณแม่ไม่สามารถเป็นไข้หวัดใหญ่ได้จากการฉีดวัคซีนค่ะ หากคุณแม่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในช่วงตั้งครรภ์ จะมีความเสี่ยงสูงจากผลข้างเคียงของไวรัสไข้หวัดใหญ่มากกว่าผู้หญิงที่มีร่างกายปรกติทั่วๆไป ซึ่งวัคซีนจะช่วยป้องกันทั้งคุณแม่และลูกน้อยจากโรคไข้หวัดใหญ่ได้ค่ะ

8. เพิ่มน้ำหนักอย่างชาญฉลาด

หลักการ “กินเท่ากับสองคน” ไม่ได้หมายความว่าคุณแม่จะสามารถทานตามใจสั่งได้นะคะ ในทางกลับกันคุณแม่ต้องมีแบบแผนในการทาน ทั้งจำนวนมื้อ ปริมาณอาหาร และประเภทของอาหารค่ะ

การที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากระหว่างการตั้งครรภ์ เป็นการทำอันตรายแก่ลูกน้อยมากกว่าให้ผลดีนะคะ โดยเฉพาะในช่วง 4 เดือนแรก คุณแม่ต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นจากปกติเพียงแค่ 100 แคลลอรี่ต่อวัน และ 300-500 แคลอรี่ต่อวัน ในช่วง 4 เดือนสุดท้ายก่อนคลอดค่ะ

9.เข้าพบทันตแพทย์

สมาคมสูตินรีแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกาหรือ The American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG) แนะนำให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์พบทันตแพทย์เป็นประจำระหว่างการตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันไม่ให้แบคทีเรียชนิดแกรมลบหรือเชื้อโรคไม่พึงประสงค์ถูกลำเลียงไปยังเนื้อเยื่อของรก, มดลูก และปากมดลูกได้ค่ะ

ข้อห้ามระหว่างการตั้งครรภ์

1.ห้ามสูบบุหรี่ระหว่างการตั้งครรภ์

เด็กทารกที่เกิดจากผู้หญิงที่สูบบุหรี่ระหว่างการตั้งครรภ์จะมีความเสี่ยงน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์และยังมีความเสี่ยงที่จะพิการมากกว่าผู้หญิงที่ไม่สูบบุหรี่ค่ะ

ยิ่งไปกว่านั้น เด็กที่เกิดจากผู้หญิงที่สูบบุหรี่ มักจะเริ่มสูบบุหรี่ตั้งแต่อายุยังน้อยและจะกลายเป็นสิงห์อมควันตั้งแต่อายุยังน้อยเช่นกัน เนื่องจากอาการเสพย์ติดนิโคติน

2.ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างการตั้งครรภ์

แอลกอฮอล์ส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์อย่างมหาศาล คุณแม่ที่ดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างการตั้งครรภ์จะทำให้เด็กเป็น กลุ่มอาการผิดปกติของทารกจากการดื่มแอลกอฮอล์ของมารดาขณะตั้งครรภ์ (Fetal Alcohol Syndrome, FAS) ซึ่งส่งผลให้ทารกที่คลอดออกมามีความผิดปกติบนใบหน้า ไอคิวต่ำ และเป็นโรคสติปัญญาบกคร่อง มีปัญหาด้านความจำ การจดจ่อหรือความสนใจในสิ่งต่าง ๆ ความสามารถในการเรียนรู้และการสื่อสารมีความบกพร่อง เป็นต้น

แม้ว่าการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณเพียงน้อยนิดก็สามารถทำอันตรายต่อลูกน้อยได้ค่ะ

หากคุณแม่ต้องการหยุดดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างการตั้งครรภ์ แนะนำให้คุณแม่ปรึกษาคุณหมอสูตินรีแพทย์โดยด่วนที่สุด ยิ่งเร็วเท่าไหร่ ก็มีโอกาสที่เด็กมีสุขภาพดีขึ้นเท่านั้น

3.ห้ามทานเนื้อสัตว์ดิบ

เนื้อสัตว์และไข่ดิบ รวมทั้งกึ่งดิบกึ่งสุก เป็นสาเหตุของโรคที่เกิดจากอาหาร เช่น โรคลิสเทริโอซิส (Listeriosis) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียลิสเทอเรีย, โรคทอกโซพลาสโมซิส (Toxoplasmosis) หรือโรคขี้แมว โรคติดเชื้อจากปรสิตที่มีชื่อว่า Taxoplasma gondii รวมถึงโรคอาหารเป็นพิษ เป็นต้น

อาการจากโรคเหล่านี้ ทำให้ทารกมีความบกพร่องโดยกำเนิด แท้งลูก และมีอันตรายถึงแก่ชีวิต ดังนั้นคุณแม่ควรรับประทานไข่ไก่ และเนื้อสัตว์ปรุงสุกเท่านั้นค่ะ

4.ห้ามทานเนื้อปรุงรส (deli meat)

การรับประทานเนื้อปรุงรส เช่น ฮอทดอก ปลาแซลมอนรมควัน โบโลน่า และโคลคัทต่างๆ สามารถทำให้คุณแม่เป็นโรคที่เกิดจากอาหารได้ เช่น โรคลิสเทริโอซิส (Listeriosis) และ โรคทอกโซพลาสโมซิส (Toxoplasmosis)

เนื้อที่หั่นแล้วจะมีพื้นผิวให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ แต่หากคุณแม่ปรุงสุกแล้วจะได้รับโปรตีนในปริมาณที่สูง และลดความเสี่ยงจากโรคได้ค่ะ

5.ห้ามดื่มนมที่ไม่ได้ผ่านการพาสเจอไรส์

แคลเซียมเป็นสารอาหารที่สำคัญที่สุดประเภทหนึ่งสำหรับการเจริญเติบโตของทารก แต่คุณแม่ต้องแน่ใจว่านมสดที่คุณแม่ดื่มต้องผ่านการฆ่าเชื้อโรคแบบพาสเจอไรส์เท่านั้นค่ะ เพราะนมดิบที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการพาสเจอไรส์จะเต็มไปด้วยแบคทีเรีย Listeria ที่จะทำให้ทั้งคุณแม่และลูกน้อยป่วย และยังทำให้แท้งลูก และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เลยทีเดียวค่ะ

6.ห้ามดื่มกาแฟเกินวันละ 2 แก้ว

คาเฟอีนในกาแฟจะดูดซึมไปสู่ทารกในครรภ์ผ่านรก ซึ่งจะเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจลูกน้อยได้ค่ะ แต่คุณแม่สามารถดื่มกาแฟแบบไม่มีคาเฟอีน (decaff) หรือกาแฟทั่วไปวันละไม่เกิน 2 แก้วได้ โดยคุมปริมาณเต็มที่แก้วละ 2 shot เพียงเท่านั้นค่ะ

7.ห้ามทำความสะอาดกระบะทรายแมว

ของเสียที่แมวขับถ่ายเต็มไปด้วยแบคทีเรียและปรสิต หนึ่งในนั้นคือ ทอกโซพลาสโมซิส (Toxoplasmosis) ที่เป็นอันตรายต่อคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ได้ค่ะ ซึ่งอาจทำให้คุณแม่มีอาการชักและมีโรคทางจิตเวชได้ค่ะ

แปลและเรียบเรียงโดย: Best for Mommies

ที่มา: 17 Pregnancy Do’s and Don’ts That May Surprise You

https://www.healthline.com/health/pregnancy/dos-and-donts#pregnancy-dos