การเลี้ยงลูกให้มีความสุข – 8 เคล็ดลับที่คุณแม่ต้องรู้

การเลี้ยงลูกให้มีความสุข ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด แต่ถ้าเข้าใจหลักการแล้ว จะเป็นการพัฒนาลูกให้มีความสุขได้อย่างสมบูรณ์

โดยปกติแล้ว เวลาที่คุณพ่อคุณแม่ซื้อของเล่นให้ลูก ลูกจะทำท่าดีใจอย่างมีความสุขใช่ไหมคะ….แต่คุณแม่ทราบไหมคะว่า รอยยิ้มที่คุณแม่เห็นนั้นไม่อาจเรียกได้ว่าความสุขที่แท้จริง ในบทความนี้จะอธิบายถึงวิธี การเลี้ยงลูกให้มีความสุข ตั้งแต่เริ่มต้นเลยค่ะ

ความสุข ไม่ได้มาจากการได้รับของเล่น หรือของมีค่าต่างๆ จากคุณพ่อคุณแม่ แต่ในความจริงแล้วการทำให้ลูกเติบโตเป็นเด็กที่มีความสุขคือ “สิ่งที่คุณแม่สอน” นั่นเองค่ะ

เอ็ดเวิร์ด ฮาโลเวล นักจิตวิทยาและผู้เขียนหนังสือ ‘The Childhood Roots of Adult Happiness’ (รากฐานของผู้ใหญ่ที่มีความสุขคือชีวิตวัยเด็ก) ได้ให้เหตุผลว่า “เด็กที่ได้รับการสปอยล์ด้วยของเล่นอยู่เสมอ และได้รับการปกป้องจากอารมณ์เชิงลบอยู่ตลอดเวลา จะเติบโตเป็นวัยรุ่นขี้เบื่อและไร้ซึ่งความสุข”

กุญแจสำคัญคือคุณแม่ควรให้ความสำคัญกับการช่วยลูกพัฒนาภูมิคุ้มกันภายในจิตใจเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับรับมือสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าค่ะ

ข่าวดีที่หม่ามี้จะเล่าให้ฟังคือ คุณแม่ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญจิตวิทยาก็สามารถทำได้ค่ะ เพียงแค่ต้องใช้ความยืดหยุ่นและความอดทน ถ้าคุณแม่ปูพื้นฐานให้แก่ลูกตั้งแต่เนิ่นๆ ลูกน้อยของคุณแม่ก็จะเติบใหญ่อย่างมีความสุขแน่นอนค่ะ

การเลี้ยงลูกให้มีความสุข
คุณแม่ควรหมั่นสังเกตและทำความเข้าใจการแสดงออกทางอารมณ์ ของลูก

ฝึกสังเกตและทำความเข้าใจอารมณ์ของลูก

เมื่อเจ้าตัวน้อยของคุณแม่มีอายุย่างเข้า 6 เดือน เค้าจะเริ่มแสดงอารมณ์ทั้งดีใจและเสียใจให้คุณแม่เห็น ไม่ว่าจะเป็น เวลาที่คุณแม่เปิดประตูแล้วเค้าเห็นคุณแม่เดินเข้ามาหาเค้า คุณแม่จะเห็นเค้ายิ้มอย่างมีความสุขมาก หรือร้องไห้เสียใจเวลาที่คุณแม่หยิบของเล่นออกจากมือเค้า คุณแม่จะสังเกตได้ว่าลูกน้อยเปลี่ยนอารมณ์ได้เร็วกว่าเวลาที่คุณแม่หยิบจุกนมออกจากปากเค้าเสียอีก

ไลซ์ เอลเลียต นักประสาทวิทยาเด็ก ได้อธิบายว่า เหตุผลที่เด็กเปลี่ยนอารมณ์ง่ายเพราะสมองส่วน ‘เซเรบรัลคอร์เทกซ์’ (Cerebral Cortex) ที่ควบคุมการตอบสนองอัตโนมัติ ยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ซึ่งกว่าจะพัฒนาและควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของเค้าได้ต้องใช้เวลาเป็นปีๆ เลยทีเดียว

หากลูกน้อยของคุณแม่ร้องไห้มากกว่าหัวเราะ นั่นหมายความว่าลูกน้อยพบกับความทุกข์มาก่อน โดยการร้องไห้และการแสดงออกทางสีหน้าเชิงลบเป็นการส่งสัญญาณว่ามีอะไรผิดปกติกับร่างกายและจิตใจของเค้าเพื่อกระตุ้นให้คุณแม่แก้ไขปัญหาเหล่านั้นให้กับลูกน้อยนั่นเองค่ะ

ถ้าคุณแม่อยากรู้ว่าลูกร้องไห้เพราะอะไร ให้สังเกตที่คิ้ว ปาก และเสียงร้องของลูก เพราะสามส่วนนี้เป็นส่วนที่บอกคุณแม่ได้ชัดเจนที่สุด ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกรู้สึกเจ็บ หรือไม่สบายตัว ก็จะร้องไห้โดยมุมปากตกลงและคิ้วโก่งตรงกลาง ถ้าลูกโกรธ อารมณ์เสีย ใบหน้าของเค้าจะเปลี่ยนเป็นสีแดง คิ้วตก เกร็งกรามพร้อมร้องเสียงดัง

อันที่จริงแล้วคุณแม่ไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องการอ่านอารมณ์ลูกนะคะ เพราะว่าการแสดงออกทางสีหน้าของลูกไม่ได้บอกว่าเค้าเป็นเด็กที่มีความสุขหรือไม่มีความสุข เค้าเพียงตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมตอนนั้นแค่นั้นเองค่ะ

เด็กทารกมักจะร้องตลอดเวลา แต่อันที่จริงแล้วเค้าไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเค้าร้องด้วยอารมณ์ไหน เค้าจะเริ่ม ‘มีอารมณ์ และแสดงอารมณ์’ จริงๆ เมื่อเค้ามีอายุ 6-8 เดือนขึ้นไปค่ะ

เด็กแต่ละคนมีวิธีการแสดงออกทางด้านอารมณ์ไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะร้องไห้เมื่อรู้สึกไม่สบายใจ แต่สำหรับบางคนอาจจะร้องไห้เพียงแค่ดื้อเท่านั้น ดังนั้นคุณแม่ต้องคอยสังเกตและเรียนรู้การแสดงออกทางอารมณ์ของลูก เดี๋ยวคุณแม่ก็จะชำนาญด้านการอ่านใจลูกไปเองค่ะ เช่นลูกแสดงออกอย่างนี้แปลว่าอะไร เป็นต้น

การเลี้ยงลูกให้มีความสุข
Image: parenting.firstcry

เล่นสนุกกับลูก

แม้ว่าโมบายติดเปลจะช่วยทำให้ลูกยิ้มได้ แต่สิ่งที่ทำให้ลูกมีความสุขที่สุดนั่นคือ ‘คุณแม่’ นั่นเองค่ะ ซึ่งคุณแม่นั่นแหละค่ะที่เป็น ‘เมล็ดพันธุ์แห่งความสุขของลูก’

การเล่นสนุก เป็นการสร้างความสุขอย่างหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการกระตุ้นพัฒนาการความสามารถที่จำเป็นในการสร้างความสุขในรูปแบบอื่นๆ ในอนาคตอีกด้วย ยิ่งลูกโตขึ้น การเล่นยิ่งเป็นการทำให้เค้าได้ค้นพบสิ่งที่เค้าชอบ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบ้านด้วยบล็อกตัวต่อ หรือการจำลองการทำครัว หรือการวาดเขียน เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะเป็นการนำพาลูกไปสู่สิ่งที่ลูกสนใจและความถนัดของลูกในอนาคตต่อไปค่ะ

“ยิ่งคุณแม่เล่นกับลูกมากเท่าไหร่ ลูกยิ่งสนุกสนานและมีความสุขมากเท่านั้น ซึ่งการเล่นกับลูกเป็นการสร้างความทรงจำที่มีความสุขในวัยเด็ก และหล่อหลอมเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขในอนาคตได้เป็นอย่างดี”

Best for Mommies

ช่วยลูกพัฒนาความสามารถใหม่ๆ

เด็กที่มีความสุขคือเด็กที่ได้รับการพัฒนาความสามารถจนมีความชำนาญในด้านนั้นๆ เช่น เมื่อลูกของคุณกำลังหาวิธีเอาช้อนเข้าปาก เค้าจะเรียนรู้จากความผิดพลาด ครั้งแรก ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม.. และเมื่อเค้าทำได้แล้ว เค้าจะยินดีกับความสำเร็จจากความพยายามด้วยตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้นเค้ายังได้รับรางวัลจากการชื่นชมจากคนในครอบครัวในความสำเร็จของเค้าอีกด้วย

ทั้งนี้ เด็กก็เหมือนผู้ใหญ่ค่ะ เค้าควรที่จะทำในสิ่งที่เค้าสนใจเท่านั้น ไม่อย่างนั้นแล้วไม่ว่าเค้าจะทำสำเร็จกี่รอบเค้าก็ไม่มีทางมีความสุขกับความสำเร็จนั้น

บทความแนะนำ: พัฒนาการช้า เกิดจากอะไร? ข้อควรสังเกตที่คุณแม่ต้องรู้

การเลี้ยงลูกให้มีความสุข
การให้ลูกทานอาหารที้มีประโยชน์เป็นการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับลูก

เสริมสร้างพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพของลูก

การนอนหลับให้เพียงพอ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ และการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ คือหัวใจสำคัญของชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี โดยเฉพาะในเด็กแล้ว การให้เค้าได้ปลดปล่อยพลังงานด้วยการออกกำลังกาย การคลานตามลูกบอล หรือนอนเตะขาในอากาศ จะทำให้ลูกมีสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งเด็กบางคนทำได้ทุกที่ทุกเวลา แต่บางคนก็เฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็นช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เช่น เด็กบางคนมักจะนอนเวลาบ่ายสอง บางคนก็ชอบคลานหรือวิ่งเล่นเวลาหกโมงเย็นเป็นประจำ เป็นต้น

นอกจากนี้ คุณแม่ลองสังเกตดูนะคะว่าลูกทานอะไรแล้วมีความสุขเป็นพิเศษ บางคนชอบทานผลไม้หวานๆ แล้วมีความสุข กระปรี้กระเปร่า เป็นต้น

ในทางกลับกัน เด็กบางคนอาจแพ้อาหารบางชนิด เมื่อลูกแพ้อาหารก็จะทำให้ลูกอารมณ์หงุดหงิดขึ้นมาทันทีทันใดเลยล่ะค่ะ ถ้าคุณแม่สังเกตว่าลูกแพ้อาหาร รีบไปพบคุณหมอกุมารแพทย์นะคะ

บทความแนะนำ: อาหารเด็กวัย 6 เดือน – อาหารมื้อแรกของลูกพร้อมเมนูง่ายๆ

ให้ลูกรู้จักเผชิญกับปัญหาด้วยตัวเอง

ในช่วงหกเดือนแรกของลูกนั้น เป็นเรื่องปกติที่คุณแม่ต้องคอยตอบสนองความต้องการของลูกน้อย แต่ถ้าหลังหกเดือนขึ้นไปแล้วคุณแม่ยังรีบไปดูลูกทุกครั้งที่เค้าสะอึกละก็ คุณแม่กำลังพรากโอกาสสำคัญของลูกอยู่นะคะ

“คุณพ่อคุณแม่ที่ช่วยเหลือลูกตลอดเวลา หรือพยายามทำให้ลูกมีความสุขตลอดเวลา เป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับโลกแห่งความเป็นจริงที่เขาจะต้องเจอในอนาคต ดังนั้น ต้องให้เค้าเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทุกข์ให้ได้ ให้เค้ารู้จักฝ่าฟัน และหาทางเผชิญปัญหาด้วยตัวเอง”

Best for Mommies

ในช่วงปีแรกของเค้า เค้าจะเรียนรู้ความสามารถใหม่ๆ ได้แก่ การลุก-นั่ง การคลาน การหยิบจับสิ่งของ การเดิน และการพูดคุย ซึ่งการทำแต่ละอย่างสำเร็จจะสร้างความมั่นใจและความพึงพอใจให้กับเค้าค่ะ เพราะฉะนั้นคุณแม่อย่าพึ่งยืนตุ๊กตาหมีให้เค้า ถ้าเค้าหยิบขึ้นมาแล้วทำหล่นลงพื้น ให้เค้าลองหยิบด้วยตัวเองจนกว่าจะได้นะคะ

ยิ่งไปกว่านั้น การให้ลูกได้เจอประสบการณ์ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นเรื่องยากหรือเรื่องน่าหงุดหงิดสำหรับเค้า เมื่อเค้าลองใหม่เรื่อยๆ จนกว่าจะสำเร็จ ทุกๆ ประสบการณ์จะเป็นการขัดเกลาจิตใจ และเสริมความแข็งแกร่งภายในจิตใจของเค้า หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า “กลายเป็นเด็กที่เข้มแข็ง” ซึ่งความเข้มแข็งนี่ล่ะค่ะ ทำให้ไม่ว่าจะเจอเรื่องยากแค่ไหนก็ไม่ย่อท้อ ไม่ทุกข์ใจ ไม่เก็บมาคิดเล็กคิดน้อย

การเลี้ยงลูกให้เป็นคนที่มีความสุข
สอนให้ลูกเข้าใจอารมณ์เชิงลบเป็นสิ่งที่คุณแม่ต้องฝึกตั้งแต่เด็ก

ให้ลูกได้รู้จักและเข้าใจอารมณ์เชิงลบ

หากลูกคุณแม่ยังพูดไม่ได้ คุณแม่สามารถให้ลูกดูภาพของใบหน้าที่แสดงความรู้สึก และถามลูกว่าตอนนี้ลูกกำลังรู้สึกแบบนี้อยู่ใช่ไหม และเมื่อลูกโตขึ้น คุณแม่ให้ลูกบอกความรู้สึกกับคุณแม่ว่าตอนนี้กำลังรู้สึกอย่างไร

เด็กเล็กสามารถเรียนรู้ความหมายของคำว่า “ดีใจ” หรือ “เสียใจ” ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเค้าผสมคำกับอารมณ์เข้าไปแล้ว จะทำให้เค้าเข้าใจความรู้สึกของตัวเองได้ค่ะ

อย่างไรก็ตาม คุณแม่ไม่ควรตอบสนองกับอารมณ์เชิงลบของลูกแบบเยอะเกินไปนะคะ เพราะว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ลูกจะอ่อนไหวต่อความรู้สึก และขี้กังวลได้ในสภาวะแวดล้อมที่เค้าไม่คุ้นเคย แต่ไม่ได้หมายความว่าขณะนั้นลูกรู้สึกไม่มีความสุขนะคะ

เมื่อลูกโตขึ้น คุณแม่จะยิ่งเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องให้เค้าเข้าใจกับความรู้สึกตัวเอง เช่น ในงานวันเกิดญาติ ลูกเดินไปนั่งอยู่ตรงมุมห้อง แทนที่คุณแม่จะให้ลูกไปร่วมงานวันเกิด คุณแม่ควรจะปล่อยให้เค้าอยู่อย่างนั้นดีกว่าค่ะ เพราะเด็กควรที่จะรู้ว่าการที่เค้ารู้สึกไม่มีความสุข เป็นเรื่องปกติของชีวิต แต่หากคุณแม่ต้องการหยุดความรู้สึกนั้น คุณแม่เพียงแค่สื่อว่าการรู้สึกแย่กับเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผิดได้ค่ะ

สอนลูกให้รู้จักแบ่งปัน

จากการวิจัยพบว่า “คนที่มีความหมายในชีวิตจะรู้สึกหดหู่น้อยลง” ถ้าลูกคุณแม่โตพอที่จะเรียนรู้แล้ว คุณแม่สอนเค้าได้ว่าการช่วยเหลือผู้อื่นทำให้เรารู้สึกดีแค่ไหน

สำหรับคุณแม่ที่ลูกน้อยยังอายุไม่ถึง 1 ปี คุณแม่สามารถเริ่มสอนลูกได้ตั้งแต่อายุ 10 เดือนค่ะ โดยเริ่มจากการสอนให้ลูกรู้จัก give and take เช่น หากคุณให้ลูกทานกล้วย ก็ให้ลูกป้อนคุณแม่กลับบ้าง ถ้าคุณแม่แปรงผมให้ลูก ก็ให้ลูกลองแปรงให้คุณแม่บ้าง โดยคุณแม่แสดงให้ลูกรู้ว่าคุณแม่มีความสุขเวลาที่เค้าแบ่งปันให้คุณแม่ค่ะ ช่วงเวลาน่ารักๆ เล็กๆ แบบนี้น่ะค่ะ ที่จะพัฒนาไปสู่ความรู้สึกที่อยากจะแบ่งปันให้ผู้อื่น แล้วมีความสุขกับการให้ผู้อื่น

เมื่อลูกเข้าสู่วัยที่เดินได้แล้ว คุณแม่ลองให้เค้าช่วยหยิบเสื้อผ้าที่ใส่แล้วไปใส่ตะกร้า หรือลองให้เค้าช่วยจัดโต๊ะง่ายๆ ดูนะคะ

เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก

จากการวิจัยพบว่า คุณแม่สามารถเชื่อมต่ออารมณ์ไปที่ลูกน้อยได้ ผ่านวิธีการเลี้ยงดูของคุณแม่ โดยเด็กๆ จะรับรู้อารมณ์ของคุณพ่อคุณแม่ แม้ว่าเด็กเล็กก็สามารถเลียนแบบการแสดงออกทางอารมณ์ของคุณแม่ได้เช่นกันค่ะ นั่นหมายความว่า เมื่อคุณแม่ยิ้ม เค้าก็จะยิ้มตามด้วย แต่ถ้าลูกคุณแม่ร้องไห้เป็นชั่วโมง สิ่งที่คุณแม่ต้องทำคือใจเย็น เพราะเด็กรับรู้ได้ถึงความเครียดของคุณแม่ค่ะ (เค้าเลยร้องไห้)

ในช่วงแรกของการมีลูก เป็นเรื่องปกติที่คุณแม่จะรู้สึกเหนื่อย กดดัน และรู้สึกเศร้า ในบางครั้งคุณแม่จะรู้สึกเครียดจนถึงซึมเศร้า นั่นเป็นเพราะฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหลังการคลอด ทำให้ร่างกายต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วภายในร่างกาย ถ้าคุณแม่รู้สึกซึมเศร้า ให้คุณแม่โทรฯ ปรึกษาคุณหมอที่ดูแลคุณแม่ได้เลยนะคะ

การเลี้ยงลูกให้มีความสุข เป็นการปูทางให้ลูกกล้าที่จะเผชิญอุปสรรคต่างๆ และสามารถบริหารจัดการอารมณ์ความรู้สึกตัวเองได้ ซึ่งส่งผลให้ลูกของคุณแม่เติบใหญ่อย่างมั่นคง เพราะในท้ายที่สุดแล้วลูกต้องใช้ชีวิตด้วยตัวของเค้าเอง

อ่านบทความแนะนำ: Baby Blue : ทำไมเป็นแม่…แล้วฉันเศร้า

อ้างอิง:

Dr.Hallowell. Undated. The childhood roots of adult happiness. http://www.drhallowell.com/speakers-bureau/the-childhood-roots-of-adult-happiness/ [Accessed November 2021]

Masia-Warner C, et al. 2004. Anxiety disorders in children: Family matters. Cognitive and Behavior Practice 11(1):28-43. [Accessed November 2021]

Parent Guide News. Undated. Talking without words. http://www.parentguidenews.com/Catalog/Baby/TalkingWithoutWords [Accessed November 2021]

How to raise a happy baby https://www.babycenter.com/baby/baby-development/how-to-raise-a-happy-baby-and-child-birth-to-12-mo_1490882#articlesection1